5 คำตอบจาก 5 คำถามสุดฮิต ที่คุณสงสัยเกี่ยวกับการล้างแอร์บ้าน

หากคุณคือคนหนึ่งที่เลือกใช้เครื่องปรับอากาศหรือแอร์ให้กับบ้านของคุณ และก็เป็นอีกหนึ่งคนที่มีข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับการล้างแอร์บ้านที่ใช้อยู่ประจำนั้นว่าเป็นอย่างไร เมื่อเกิดคำถามที่หลายคนมักสงสัย กลายเป็นคำถามสุดฮิต เราจึงมีคำตอบที่จะทำให้คุณได้คลายความกังวลและไร้ข้อสงสัยเกี่ยวกับการล้างแอร์บ้านของคุณไปได้เลย

 

  1. ล้างแอร์แล้วมีประโยชน์อย่างไร

การที่คุณดูแลและรักษาความสะอาดแอร์ของคุณให้มีสภาพดี พร้อมใช้งานอยู่เสมอ ย่อมส่งผลให้แอร์ทำงานได้นานอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้แอร์เย็นสบายตลอดที่ใช้ ได้รับอากาศที่สะอาด ปลอดเชื้อโรคที่มากับแอร์ ช่วยลดพลังงาน แถมยังช่วยลดภาวะโลกร้อน ส่งผลดีกับสุขภาพ และยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย

 

  1. เราจะต้องล้างแอร์บ้านได้เมื่อไร

โดยทั่วไปแล้วคุณสามารถล้างแอร์เองได้ อย่างเช่น หน้ากากกรองฝุ่นล้างทุกสัปดาห์ ล้างแผงคอยส์ จะต้องล้างทุกเดือน แต่สำหรับการล้างทั้งครื่องโดยช่างรับล้างแอร์ควรใช้บริการอย่างน้อย ปีละ 2 ครั้ง เพราะหากปล่อยให้แอร์ของคุณสกปรกเท่ากับคุณทำให้แอร์กินไฟและเสื่อมคุณภาพเร็ว

 

  1. ปัจจัยใดที่ทำให้ต้องล้างแอร์บ่อยขึ้น

การตัดสินใจว่าจะล้างแอร์ที่ใช้อยู่ว่าจะช้าหรือเร็วแค่ไหนหรือบ่อยแค่ไหนนั้น อยู่ที่ปัจจัยสำคัญคือการใช้งานของเราเองและสถานที่ติดตั้งว่าอยู่จุดไหน บริเวณไหน ถ้าเราใช้งานบ่อยๆ แต่ละครั้งนานๆ หรือแอร์อยู่ในจุดที่มีฝุ่นละอองมาก คือยิ่งใช้งานหนัก ฝุ่นมาก ยิ่งต้องล้างบ่อยขึ้น เพื่อเป็นชำระล้างฝุ่นละอองที่เข้าไปสะสมภายในเครื่อง

 

  1. ทำไมต้องใช้บริการช่างรับล้างแอร์

เมื่อคุณต้องประสบปัญหากับการใช้แอร์ที่บ้านของคุณ ไม่ว่าจะเป็นความเย็นที่ลดลง ระบบทำงานผิดปกติ หรือปัญหาอื่นๆ ที่คุณไม่รู้เพราะไม่มีความชำนาญ ฉะนั้นต้องให้ช่างรับล้างแอร์มาบริการล้างแอร์ของคุณให้สะอาดพร้อมทั้งตรวจสภาพเพราะต้นเหตุปัญหาอาจจะเป็นที่แอร์ของคุณสกปรก แผงด้านหลังแอร์มีฝุ่นและอุดตันก็เป็นได้

 

  1. ต้องเลือกช่างบริการรับล้างแอร์อย่างไร

เมื่อต้องการให้แอร์ที่บ้านของคุณสะอาด ใช้งานได้ดีมีคุณภาพและยืดอายุการใช้งานด้วยนั้น ควรเลือกใช้บริการกับช่างแอร์จากร้านที่ให้บริการรับล้างแอร์ที่น่าเชื่อถือ ที่มีความชำนาญและมีความพร้อมด้านเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อจะทำให้คุณมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลที่ดีจากช่างแอร์มืออาชีพ ที่จะตรวจสอบแอร์ได้เป็นอย่างดีและมีความปลอดภัย

 

 

5 ข้อควรรู้ก่อนเลือกซื้อแอร์มือสองให้ได้ของดีและราคาถูกใจ

เมื่อคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความต้องการซื้อแอร์มาใช้สักตัว แต่ไม่อยากได้ใหม่เพราะด้วยมีราคาที่แพงมากนั่นเอง จึงมองหาแอร์มือสองมาใช้ มั่นใจว่าราคาถูกกว่าแน่ๆ แต่ก็ยังกังวลว่าจะไม่ถูกใจ อย่าเป็นกังวลไปเลย เพราะเรามีข้อมูลดีๆ ที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อแอร์มือสอง จะได้ของถูกใจได้โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายในราคาแพง

 

  1. ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับแอร์เตรียมไว้บ้าง

แต่ก่อนคุณจะมีความรู้เรื่องการซื้อขายแอร์หรือไม่นั้นไม่สำคัญ แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือกซื้อแอร์มาใช้เองแล้ว คุณควรมีข้อมูลเกี่ยวกับแอร์บ้านเตรียมไว้บ้าง เพื่อจะได้เลือกเป็น ถูกใจ ได้เครื่องที่มีสภาพดี มีอายุการใช้งาน อุปกรณ์ครบ มีคู่มือ และรู้ข้อดีหรือข้อเสียของแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อไว้ เพื่อจะได้เป็นฐานข้อมูลในการตัดสินใจเลือกต่อไป

 

  1. เลือกที่ตรงกับความต้องการ

เช็คก่อนเลยว่าจำเป็นต้องใช้แอร์ขนาดเท่าไรถึงจะเหมาะกับห้องหรือสถานที่ที่เราต้องการนำไปใช้ และตั้งเป้าไว้เลย อย่าโลเลไม่ว่าจะเจอคนขายแอร์ให้เครื่องที่ใหญ่กว่าแล้วราคาถูกกว่าก็จริง แต่เมื่อใช้ไปแล้วอาจจะทำให้เปลืองพลังงาน เปลืองค่าไฟโดยเปล่าประโยชน์ หรืออาจต้องเสี่ยงกับค่าซ่อมที่มากกว่าย่อมไม่คุ้มค่าแน่นอน

 

  1. ซื้อกับคนขายแอร์ที่เป็นผู้ใช้โดยตรง

การเลือกซื้อแอร์บ้านกับผู้ใช้งานที่ต้องการขายเองก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่ปลอดภัย ยิ่งคนรู้จักย่อมได้ราคาที่จริงใจเป็นกันเอง แต่เมื่อไม่สามารถเลือกได้ขนาดนั้น จึงต้องหาข้อมูลจากหน้าเว็บที่มีการประกาศซื้อขายแอร์ที่มีทั่วไป เมื่อเจอแบบที่ต้องการ ได้ราคาตามกำลัง ติดต่อซื้อขายโดยไม่ผ่านคนกลาง ก็สามารถเจรจาต่อรองราคาได้ง่ายขึ้น

 

  1. ซื้อกับแหล่งซื้อขายแอร์มือสอง

แหล่งซื้อขายแอร์มือสองมีมากมายหลายร้าน แต่ต้องเลือกร้านที่ไม่มีประวัติเสีย เลือกร้านที่มีสินค้าให้เลือกหลากหลาย มีระบบการขายที่ดี ราคามาตรฐานและมีบริการหลังการขาย มีช่างแอร์ที่มีความชำนาญประจำร้าน เพื่อจะได้แนะนำวิธีการดูแลรักษาได้อย่างถูกวิธี ที่สำคัญต้องมีรับประกันหลังการขายด้วย

 

  1. ซื้อแอร์มือสองที่มีการรับประกัน

ถึงแม้จะเป็นแอร์ที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว เมื่อเราต้องเป็นผู้ที่ใช้งานต่อ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือความปลอดภัย ซึ่งแอร์ที่เราจะซื้อมาใช้งานต่ออย่างไรเสียก็ควรมีการรับประกันเพื่อลดความเสี่ยง จะได้ใช้งานได้นานๆ อย่างมีประสิทธิภาพและทำให้สบายใจ ต้องซื้อกับร้านขายแอร์ที่มีการรับประกันหลังการขายให้ด้วยอย่างน้อย 1 ปีเสมอ

 

 

เรื่องต้องรู้ ก่อนจะจ้างช่างรับล้างแอร์ มาล้างแอร์ที่บ้าน

เรื่องต้องรู้ ก่อนจะจ้างช่างรับล้างแอร์ มาล้างแอร์ที่บ้าน

 

แอร์ไม่เย็น แอร์สกปรก สิ่งแรกที่เราจะนึกถึงก็คือช่างรับล้างแอร์ ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีอยู่มากมาย เห็นได้เยอะแยะตามสติ๊กเกอร์ที่ติดตามเสาไฟฟ้า หรือตู้โทรศัพท์สาธารณะ แต่หลายคนก็กลัวเหลือเกินว่าช่างรับล้างแอร์เหล่านี้จะใช้เทคนิคแพรวพราวใดๆ กับเราหรือไม่ จากค่าซ่อมไม่กี่ร้อยบาท พอฟังคำหว่านล้อมจากช่างผู้ช่ำชองเข้าไป กลายเป็นหลายพันบาทโดยเราเถียงไม่ออก จำยอมต้องจ่าย ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าเค้าทำอะไรไปบ้าง เรามาดูกันว่ามีเรื่องอะไรที่เราจะต้องรู้บ้างก่อนจะจ้างช่างมาล้างแอร์ที่บ้าน

 

  1. ค่าจ้างล้างแอร์ทั่วไป

โดยปกติทั่วไปแล้ว การล้างแอร์แบบธรรมดาๆ ก็จะมีค่าแรงอยู่ที่ประมาณ 300-500 บาทเท่านั้น ถ้าใครเจอราคามากกว่านี้ก็หาช่างอื่นได้เลย และช่างก็มักจะแถมเติมน้ำยาแอร์ให้ไปด้วย ซึ่งก็จะบวกราคาค่าน้ำยาแอร์เข้าไปอีก บางคนโดนค่าล้างแค่ 300 บาท แต่โดนค่าเติมน้ำยาแอร์ไปอีกเกือบสองพันบาทก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ

 

  1. ล้างแอร์พร้อมเติมน้ำยาฟรี ดูดีแต่…

ช่างรับล้างแอร์บางรายมีการทำโปรโมชันแบบน่าสนใจสุดๆ คือเมื่อล้างแอร์แล้วจะเติมน้ำยาแอร์ให้ฟรี โดยเสนอราคาค่าล้างพร้อมเติมน้ำยาแอร์ฟรีมากกว่าการล้างแอร์ปกติอยู่ 200-300 บาท โอ้ น่าสนใจยิ่งนัก แต่คุณรู้หรือไม่ การล้างแอร์นั้นไม่ได้เกี่ยวกับการเติมน้ำยาแอร์เลยแม้แต่น้อย เพราะถ้าแอร์ยังเย็นอยู่ก็ไม่จำเป็นต้องเติมน้ำยาแอร์ เงินส่วนต่าง 300 บาทก็เข้ากระเป๋าช่างไปแบบฟรีๆ

 

  1. ไม่ต้องให้ช่างวัดน้ำยาแอร์ ถ้าแอร์ยังเย็นอยู่

ช่างรับล้างแอร์บางคนมีเทคนิควิธีการแยบยลมากมาย ยกตัวอย่างคือ ช่างบอกว่าจะเติมน้ำยาแอร์ด้วยไหม เดี๋ยวช่างจะวัดความดันน้ำยาแอร์ให้ดูว่าเหลือเท่าไหร่ ซึ่งถ้าปกติแล้วแอร์ยังเย็นอยู่ไม่จำเป็นต้องเติมน้ำยาแอร์อยู่แล้ว แต่เมื่อช่างใช้เครื่องวัดก็เหมือนเราไปยุ่งกับแรงดันของมัน ซึ่งช่างก็จะปล่อยแรงดันน้ำยาแอร์เหมือนปล่อยลมยางรถได้เลย แล้วก็จะมาบอกเราว่าดูสิ แรงดันเหลือเท่านี้เองนะ ต้องเติมน้ำยาเท่านี้นะ เป็นเงินเท่านี้นะ

 

  1. น้ำยาแอร์เป็นระบบปิด

ระบบน้ำยาแอร์ในเครื่องปรับอากาศของบ้านเรานั้นเป็นระบบปิด แล้วระบบปิดคืออะไร ว่ากันง่ายๆ ก็คือระบบปิดคือระบบที่ไม่มีการเข้าหรือออก น้ำยาแอร์จะอยู่ในที่ของมันตลอดเวลา จะไม่มีการหมดไปด้วยกรณีใดๆ ทั้งสิ้น ยกเว้นกรณีเดียวคือการรั่วซึม ซึ่งการรั่วซึม เติมน้ำยาก็ไม่หาย ช่างจะต้องทำการปิดรอยรั่วนั้นซะก่อน เพราะฉะนั้นจำง่ายๆ ว่าถ้าแอร์ยังเย็นก็ไม่ต้องเติมน้ำยาแอร์

 

ปัจจัยที่มีผลกับการเลือกแอร์ให้เหมาะสมกับห้องของคุณ

ปัจจัยที่มีผลกับการเลือกแอร์ให้เหมาะสมกับห้องของคุณ

 

การเลือกใช้แอร์ให้ตรงกับความต้องการของห้องนั้น ส่วนใหญ่เราจะต้องคำนวณเอาจากค่าของ BTU โดยมีพื้นที่ห้องเป็นตัวคำนวณร่วมความแตกต่างของห้อง ซึ่งการจะคำนวณให้ได้ค่าของ บีทียู ที่ถูกต้องแบบเป๊ะๆ จะต้องคำนึงถึงข้อมูลเชิงลึกอีกเล็กน้อย ที่บางทีแม้กระทั่งร้านขายแอร์เองก็ไม่สามารถคำนวณให้เราได้ เพราะไม่ได้เห็นห้องจริงๆ ว่าเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นเราจะมาดู 4 ปัจจัยที่มีผลอย่างมากต่อการคำนวณหาค่าบีทียูที่ถูกต้อง

 

  1. ขนาดห้อง หน้าต่าง และมุมห้อง

ร้านขายแอร์บางร้านจะถามแค่ว่าห้องขนาดเท่าไหร่ แล้วก็จะคำนวณหาค่าบีทียูให้เลย ซึ่งจริงๆ แล้วข้อมูลเพียงแค่นั้นยังไม่เพียงพอต่อการนำไปตัดสินจำนวนบีทียู เพราะห้องที่มีหน้าต่างมาก หรือมีมุมห้องมุมอับ ก็มีผลต่อการใช้แอร์ด้วยเช่นกัน อย่างเช่นห้องที่มีหน้าต่างเยอะก็จะเท่ากับว่ามีแสงส่องผ่านเข้ามาได้ง่ายกว่า หรือมีโอกาสที่อากาศร้อนจากด้านนอกจะแทรกเข้ามาทางหน้าต่างก็มีมากขึ้นด้วย

 

  1. ทิศทางของห้อง

เรื่องทิศทางการอยู่ของห้องนั้นสำคัญมากๆ เลยในการเลือกแอร์ เพราะถ้าห้องของเราหันไปอยู่ในทิศที่พระอาทิตย์ตอนบ่ายส่องถึงล่ะก็ ห้องจะร้อนอย่างมากในช่วงกลางวันจนถึงเย็น ทำให้ต้องใช้แอร์ที่แรงกว่าปกติ และถ้าร้านขายแอร์เลือกแอร์ให้เราโดยไม่ได้คำนึงถึงทิศทางของห้องล่ะก็ รับรองได้เลยว่าตอนกลางวันจะใช้แอร์หนักมาก ทำให้อายุการทำงานของแอร์ลดลงได้

 

  1. วัสดุของหลังคา และฝ้า

สำหรับห้องที่มีฝ้าเป็นเพดาน ต้องคำนึงถึงวัสดุที่ทำฝ้าว่าป้องกันความร้อนได้อยู่ที่ระดับใด และสำหรับห้องที่อยู่ชั้นบน ติดกับหลังคาบ้าน หรือดาดฟ้าของตึก ต้องคำนึงถึงฉนวนกันความร้อนว่ามีการติดตั้งไว้หรือไม่ ถ้าไม่มีฉนวนกันความร้อน จะทำให้ในเวลากลางวัน ห้องจะร้อนมาก ต้องเลือกแอร์ให้เหมาะสม

 

  1. จำนวนบุคคลที่ใช้ห้อง

เมื่อเราคำนวณในเรื่องของการก่อสร้าง และวัสดุต่างๆ ไปแล้ว อีกอย่างที่เรามักจะลืมไปคือ จำนวนของคนที่ใช้ห้องนั้นๆ เพราะบางทีเวลาอยู่คนเดียวในห้องแล้วเปิดแอร์อาจจะเย็นเพียงพอแล้ว แต่เมื่อใช้งานจริงมีคนใช้ห้องนั้นประจำพร้อมๆ กันถึง 3-4 คน แน่นอนว่าปัญหาเกิด เพราะอุณหภูมิของร่างกายคน รวมถึงลมหายใจล้วนแล้วแต่มีผลต่อการทำความเย็นของแอร์ทั้งสิ้น

 

ร้านขายแอร์ที่มีประสบการณ์มักจะสอบถามลูกค้าเสมอเกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ และตัวลูกค้าเองก็ต้องรู้จักห้องของตัวเองอย่างดี เพื่อจะได้ตอบคำถามกับร้านขายแอร์ได้ถูกต้อง เพื่อนำไปคำนวณหาค่าบีทียูที่เหมาะสมที่สุดต่อไป

คลายปม 4 ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับแอร์บ้าน

คลายปม 4 ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับแอร์บ้าน

 

เรื่องของความเข้าใจผิดในเรื่องต่างๆ นั้นมีกันอยู่บ่อยๆ เพราะไม่มีใครจะรู้ทุกอย่างไปซะหมด แต่เดี๋ยวนี้ข้อมูลอะไรก็หาได้จากในอินเตอร์เน็ท เพราะฉะนั้นเราจะมาพูดถึงเรื่องของความเข้าใจผิดๆ ในเรื่องของแอร์บ้านกันสิว่ามีอะไรที่เราๆ ท่านๆ จำกันมาผิดๆ หรือเข้าใจผิดกันมาตลอดบ้าง

 

  1. ล้างแอร์ ต้องเติมน้ำยาแอร์

หลายคนคงคิดว่าช่างรับล้างแอร์ที่เราจ้างมาล้างแอร์ให้ เมื่อล้างเสร็จแล้วช่างก็มักจะใจดีเติมน้ำยาแอร์ให้ แต่คิดค่าน้ำยาเพิ่ม เราก็นึกว่าคงจะได้เวลาของมันที่จะต้องเติมน้ำยาแอร์ซักที อีกทั้งช่างรับล้างแอร์ก็หว่านล้อมด้วยการบอกว่าน้ำยามันพร่องไปบ้างล่ะ เติมเพื่อรักษาประสิทธิภาพของแอร์บ้างล่ะ แต่จริงๆแล้วน้ำยาแอร์เป็นระบบปิด ไม่จำเป็นต้องเติมน้ำยาถ้าแอร์ยังให้ความเย็นเป็นปกติอยู่

 

  1. บีทียูยิ่งมากยิ่งดี

บางคนเลือกที่จะไปซื้อแอร์ที่มีค่าบีทียูสูงๆ เพื่อความสบายใจว่าเปิดแอร์แล้วห้องจะเย็นทั่วถึงแน่นอน ซึ่งนั้นก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ก็ไม่ทั้งหมดซะทีเดียว เพราะว่าการที่เราใช้แอร์ที่มีค่าบีทียูเกินกว่าที่ห้องนั้นต้องการ ก็เหมือนกับเราเอารถสิบล้อไปขนจักรยานแค่คันเดียว มันเกินจำเป็น สิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ และเปลืองไฟเอามากๆ ซะด้วย

 

  1. ช่างรับล้างแอร์ราคาถูก

ใครเห็นก็ต้องอยากใช้บริการสำหรับช่างรับล้างแอร์ที่คิดราคามิตรภาพขนาดนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป เพราะว่าช่างบางรายอาจจะแอบแฝงด้วยการวางยาแอร์เราในขณะล้างแอร์ ทำให้แอร์เกิดปัญหาจุกจิกอยู่เรื่อยๆ แก้ยังไงก็ไม่หาย ช่างก็เข้ามาซ่อมทีละนิด กินค่าซ่อมเลี้ยงไข้ไปเรื่อยๆ ทางที่ดีเลือกช่างที่มีชื่อเสียงในด้านดีไว้ก่อน ถึงราคาจะสูงหน่อยก็ตาม

 

  1. เปิดแอร์ 25 องศา ประหยัดไฟที่สุด

การรณรงค์เปิดแอร์ 25 องศาเพื่อประหยัดไฟ ทำให้คนไทยแทบจะทุกคนเข้าใจไปแล้วว่าเปิด 25 องศาแล้วจะประหยัดไฟสูงสุด ซึ่งไม่ได้เป็นความจริงซะเท่าไหร่ แต่เพราะว่าการเปิดแอร์  25 องศาเป็นความเย็นที่กำลังดี เหมาะกับอากาศบ้านเรา แต่ถ้าใครที่เปิดแอร์ 26-28 แล้วเย็นสบายแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องลดแอร์ลงมาที่ 25 เพราะคิดว่าประหยัดกว่า เพราะยิ่งตั้งอุณหภูมิสูงก็ยิ่งประหยัดไฟกว่าแน่นอน เพราะแอร์จะตัดเมื่อถึงอุณหภูมิที่ตั้งไว้ ยิ่งตั้งไว้สูงก็ตัดเร็วขึ้น ก็ประหยัดไฟมากขึ้นนั่นเอง

 

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับใครหลายๆ คนที่กำลังจะซื้อขายแอร์ หรือใช้แอร์อยู่ ให้ใช้แอร์บ้านเราให้ประหยัดไฟสูงสุด และให้แอร์อยู่ช่วยคลายร้อนให้กับเราไปนานๆ นะครับ